คำตอบโดยสรุป

จากตัวอย่างในภาพ 12/6(1) เด่นที่ครบสัญญาเร็วที่สุดในสามแผนและมีส่วนต่างเงินรับตามสัญญากับเบี้ยรวมสูงที่สุดเป็นจำนวนบาท ส่วน 15/5(1) เป็นทางเลือกระหว่างระยะจ่ายเบี้ยกับระยะถือสัญญา ขณะที่ 18/4 เด่นที่จ่ายเบี้ยจบเร็วที่สุดและใช้เบี้ยรวมต่ำที่สุด แต่ต้องรอครบสัญญานานที่สุด


จึงยังสรุปไม่ได้ว่าแผนใดให้ผลตอบแทนต่อปีสูงที่สุดจากยอดรวมในภาพเพียงอย่างเดียว ต้องดูวันจ่ายเบี้ย วันรับเงินคืน สิทธิภาษีจริง และแยกเงินปันผลซึ่งไม่รับรองการจ่ายออกก่อน

ก่อนเทียบ ต้องเข้าใจคำว่า “ออมระยะสั้น”

คำว่า “ฝาก 6 ปี / 5 ปี / 4 ปี” ในบทความนี้ใช้เรียกระยะชำระเบี้ยให้เข้าใจง่าย โดยเป็นการชำระเบี้ยประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ ไม่ใช่บัญชีเงินฝากธนาคาร

ตัวเลขหน้าและหลังชื่อแบบประกันมีความหมายต่างกัน

  1. 12/6(1): จ่ายเบี้ย 6 ปี ระยะสัญญา 12 ปี
  2. 15/5(1): จ่ายเบี้ย 5 ปี ระยะสัญญา 15 ปี
  3. 18/4: จ่ายเบี้ย 4 ปี ระยะสัญญา 18 ปี

ดังนั้น “จ่ายครบแล้ว” ไม่ได้หมายความว่าได้เงินครบสัญญาทันที โดยเฉพาะแผน 18/4 ที่จ่ายเบี้ยสั้นที่สุด แต่ระยะสัญญายาวที่สุดในกลุ่มนี้

ตัวอย่างทั้งหมดต่อไปนี้ใช้ทุนประกัน 100,000 บาทและเบี้ยตามภาพประกอบที่ใช้ในรีวิว ไม่ใช่ใบเสนอราคาเฉพาะบุคคล ภาพไม่ได้ระบุอายุ เพศ และรายละเอียดการเสนอขายครบถ้วน จึงต้องขอใบเสนอราคาของผู้สมัครจริงก่อนตัดสินใจ


รีวิว 12/6(1): ฝาก 6 ปี เหมาะกับคนที่ต้องการจบแผนเร็วกว่า

ตัวเลขเงินออมและเงินรับตามภาพ

  1. เบี้ยประกันปีละ 99,500 บาท
  2. จ่ายเบี้ย 6 ปี รวม 597,000 บาท
  3. เงินคืนตามรอบที่รวมแสดงในภาพ 36,000 บาท
  4. เงินก้อนเมื่อครบสัญญา 600,000 บาท
  5. รวมเงินรับที่ภาพจัดเป็นผลประโยชน์ตามสัญญา 636,000 บาท
  6. ส่วนต่างเงินรับรวมกับเบี้ยรวม 39,000 บาท

การรวมเงินรับ 636,000 บาทเป็นยอดเงินรับหลายช่วงเวลาตลอดแผน ไม่ได้หมายความว่าจะได้รับเงินก้อน 636,000 บาทเพิ่มอีกครั้งเมื่อครบสัญญา และไม่ได้เป็นกำไรทั้งหมด เพราะมีเบี้ยที่จ่ายไป 597,000 บาท

จุดเด่นที่ควรพิจารณา

เมื่อเทียบสามตัวอย่างนี้ 12/6(1) มีระยะสัญญาสั้นที่สุด คือ 12 ปี จึงเป็นตัวเลือกสำหรับคนที่ต้องการเงินก้อนในกรอบเวลาดังกล่าว และสามารถจ่ายเบี้ยต่อเนื่อง 6 ปีได้

อีกด้านหนึ่ง แผนนี้ใช้เบี้ยรวมสูงที่สุดด้วย การเห็นเงินรับรวมมากกว่าแผนอื่นจึงต้องอ่านคู่กับเงินที่จ่ายเข้าไป ไม่ควรใช้ยอดเงินรับอย่างเดียวตัดสินความคุ้มค่า

รีวิว 15/5(1): ฝาก 5 ปี เป็นทางเลือกตรงกลางด้านระยะเวลา

ตัวเลขเงินออมและเงินรับตามภาพ

  1. เบี้ยประกันปีละ 98,500 บาท
  2. จ่ายเบี้ย 5 ปี รวม 492,500 บาท
  3. เงินคืนตามรอบที่รวมแสดงในภาพ 70,000 บาท
  4. เงินก้อนเมื่อครบสัญญา 450,000 บาท
  5. รวมเงินรับที่ภาพจัดเป็นผลประโยชน์ตามสัญญา 520,000 บาท
  6. ส่วนต่างเงินรับรวมกับเบี้ยรวม 27,500 บาท

จุดเด่นที่ควรพิจารณา

15/5(1) เหมาะกับการนำไปเปรียบเทียบเมื่อคุณอยากจ่ายเบี้ยให้เสร็จใน 5 ปี และมีเป้าหมายเงินก้อนในปีที่ 15 โดยใช้เบี้ยรวมตามตัวอย่างน้อยกว่า 12/6(1) อยู่ 104,500 บาท

ภาพแสดงเงินคืนตามรอบรวมมากที่สุดในสามแผน แต่ยังต้องดูตารางรับเงินรายปีว่าได้เงินเมื่อใด ก่อนนำไปจับคู่กับค่าใช้จ่ายประจำ การมีเงินคืนรวมสูงกว่าไม่ได้แปลว่าจะได้รับเงินมากกว่าในทุกปี

หากมีงบออมอยู่แล้ว แต่ยังไม่แน่ใจว่าควรจ่ายเบี้ย 4 ปี 5 ปี หรือ 6 ปี สามารถ คุยกับทีม WLI ทาง LINE พร้อมแจ้งงบต่อปี ปีที่ต้องการใช้เงิน และสิทธิภาษีที่เหลือ เพื่อขอเปรียบเทียบใบเสนอราคาตามข้อมูลจริงของคุณ


รีวิว 18/4: ฝาก 4 ปี จ่ายจบเร็ว แต่ถือสัญญานานกว่า

ตัวเลขเงินออมและเงินรับตามภาพ

  1. เบี้ยประกันปีละ 98,000 บาท
  2. จ่ายเบี้ย 4 ปี รวม 392,000 บาท
  3. เงินคืนตามรอบที่รวมแสดงในภาพ 68,000 บาท
  4. เงินก้อนเมื่อครบสัญญา 350,000 บาท
  5. รวมเงินรับที่ภาพจัดเป็นผลประโยชน์ตามสัญญา 418,000 บาท
  6. ส่วนต่างเงินรับรวมกับเบี้ยรวม 26,000 บาท

จุดเด่นที่ควรพิจารณา

18/4 เหมาะกับคนที่มีความพร้อมจ่ายเบี้ยในช่วง 4 ปีแรก และต้องการลดจำนวนปีที่มีภาระเบี้ย โดยยอมรับระยะสัญญา 18 ปีได้

จากตัวอย่าง แผนนี้ใช้เบี้ยรวมน้อยกว่า 12/6(1) อยู่ 205,000 บาท และน้อยกว่า 15/5(1) อยู่ 100,500 บาท แต่ตัวเลขนี้สะท้อนเงินที่จ่ายรวมต่างกัน ไม่ใช่ส่วนลดของความคุ้มครองที่เหมือนกันทุกด้าน

คนที่ต้องการเงินก้อนหลักกลับมาในอีก 5–6 ปี จึงไม่ควรเลือก 18/4 เพียงเพราะเห็นว่าจ่ายเบี้ยแค่ 4 ปี ต้องแยกวันจ่ายเบี้ยครบกับวันครบสัญญาให้ชัดเจนก่อน

ลดหย่อนภาษีได้เท่าไร และทำให้ความคุ้มค่าเปลี่ยนอย่างไร?

เบี้ยประกันชีวิตที่เข้าเงื่อนไขใช้สิทธิตามที่จ่ายจริงภายใต้วงเงินสูงสุด 100,000 บาทต่อปี โดยต้องตรวจวงเงินร่วมกับเบี้ยประกันสุขภาพตนเองและสิทธิที่ใช้ไปแล้ว รวมถึงยอดที่บริษัทรับรองสำหรับปีภาษีนั้น

เงินภาษีที่ประหยัดได้จริงควรคำนวณจาก ภาษีก่อนใช้สิทธิ ลบด้วยภาษีหลังใช้สิทธิ เพราะภาษีเป็นอัตราขั้นบันได การนำเบี้ยคูณฐานภาษีเดียวใช้เป็นตัวอย่างได้เมื่อยอดลดหย่อนทั้งหมดลดเงินได้ในขั้นภาษีนั้น

ตัวอย่างภาษีที่ประหยัดได้ต่อปี

หากเบี้ยทั้งจำนวนเข้าเกณฑ์ มีวงเงินเหลือเพียงพอ และยอดลดหย่อนทั้งหมดอยู่ในขั้นภาษีเดียวกัน

12/6(1) เบี้ยปีละ 99,500 บาท

  1. ฐานภาษี 10%: ประหยัดประมาณ 9,950 บาทต่อปี
  2. ฐานภาษี 15%: ประหยัดประมาณ 14,925 บาทต่อปี
  3. ฐานภาษี 20%: ประหยัดประมาณ 19,900 บาทต่อปี

15/5(1) เบี้ยปีละ 98,500 บาท

  1. ฐานภาษี 10%: ประหยัดประมาณ 9,850 บาทต่อปี
  2. ฐานภาษี 15%: ประหยัดประมาณ 14,775 บาทต่อปี
  3. ฐานภาษี 20%: ประหยัดประมาณ 19,700 บาทต่อปี

18/4 เบี้ยปีละ 98,000 บาท

  1. ฐานภาษี 10%: ประหยัดประมาณ 9,800 บาทต่อปี
  2. ฐานภาษี 15%: ประหยัดประมาณ 14,700 บาทต่อปี
  3. ฐานภาษี 20%: ประหยัดประมาณ 19,600 บาทต่อปี

สิทธิภาษีเกิดในปีที่มีการจ่ายเบี้ยและเข้าเงื่อนไข ไม่ได้เกิดทุกปีตลอดระยะสัญญาหลังจ่ายเบี้ยครบแล้ว

หากสมมติฐานภาษี 20% คงที่ทุกปีที่จ่ายเบี้ย

เมื่อคำนวณจากตัวอย่างเดียวกันและสมมติว่าใช้สิทธิได้เต็มยอดทุกปี

  1. 12/6(1): ประหยัดภาษีรวม 119,400 บาท บวกส่วนต่างเงินรับตามสัญญา 39,000 บาท เป็น 158,400 บาท
  2. 15/5(1): ประหยัดภาษีรวม 98,500 บาท บวกส่วนต่างเงินรับตามสัญญา 27,500 บาท เป็น 126,000 บาท
  3. 18/4: ประหยัดภาษีรวม 78,400 บาท บวกส่วนต่างเงินรับตามสัญญา 26,000 บาท เป็น 104,400 บาท

ยอดเหล่านี้เป็นผลรวมเชิงตัวอย่างของส่วนต่างเงินรับและภาษีที่ประหยัดได้ในหลายปี ไม่ใช่เงินที่บริษัทประกันจ่ายเพิ่ม และไม่ใช่อัตราผลตอบแทนต่อปี

ถ้ารายได้ลดลง ฐานภาษีเปลี่ยน หรือมีกรมธรรม์เดิมใช้วงเงินไปแล้ว ประโยชน์ภาษีอาจต่ำกว่าตัวอย่าง จึงควรดูด้วยว่าแผนยังตอบโจทย์หรือไม่ในปีที่ไม่มีภาษีให้ลด

เงินปันผลในภาพควรนำมาเทียบอย่างไร?

ภาพประกอบแสดงตัวอย่างเงินปันผลในกรณีที่ระบุ 3% และ 4% ดังนี้

  1. 12/6(1): 28,040 บาท และ 71,520 บาท
  2. 15/5(1): 57,320 บาท และ 103,380 บาท
  3. 18/4: 67,420 บาท และ 126,560 บาท

ตัวเลขเหล่านี้เป็นกรณีตัวอย่างจากภาพ ไม่ใช่เงินปันผลที่รับรองว่าจะได้รับ และห้ามอ่านอัตรา 3% หรือ 4% ว่าเป็นผลตอบแทนต่อปีของผู้ถือกรมธรรม์

ภาพไม่ได้อธิบายฐานสมมติของอัตราเหล่านี้ครบถ้วน การประเมินเงินปันผลจึงต้องตรวจเอกสารแสดงผลประโยชน์ฉบับทางการและสมมติฐานที่ใช้ร่วมด้วย

ตัวอย่างเช่น หากนำกรณีที่ภาพระบุ 4% มารวมกับประโยชน์ภาษีตามสมมติฐาน 20% และส่วนต่างเงินรับตามสัญญา จะได้ยอด

  1. 12/6(1): 229,920 บาท
  2. 15/5(1): 229,380 บาท
  3. 18/4: 230,960 บาท

แม้ 18/4 จะมียอดสูงที่สุดในสถานการณ์สมมตินี้ ก็ยังใช้สรุปว่า “คุ้มที่สุดแน่นอน” ไม่ได้ เพราะมีเงินปันผลที่ไม่รับรองการจ่าย ระยะเวลารับเงินต่างกัน และใช้เบี้ยรวมต่างกัน

วิธีนำไปใช้คือวางแผนจากผลประโยชน์ตามสัญญาเป็นหลัก คำนวณภาษีตามสิทธิจริง แล้วพิจารณาเงินปันผลเป็นผลประโยชน์เพิ่มเติมที่อาจมีหรือไม่มีก็ได้

แล้วแผนไหนคุ้มสุด? เลือกตามเป้าหมาย 4 แบบนี้

ต้องการครบสัญญาเร็วที่สุดในสามแผน: พิจารณา 12/6(1)

หากต้องการใช้เงินก้อนในปีที่ 12 และจ่ายเบี้ย 6 ปีไหว แผนนี้สอดคล้องกับกรอบเวลามากกว่าอีกสองแผน จากตัวอย่างยังมีส่วนต่างเงินรับตามสัญญากับเบี้ยรวมสูงที่สุดเป็นจำนวนบาท แต่ยังไม่ใช่ข้อสรุปด้านผลตอบแทนต่อปี

ต้องการจ่ายเบี้ย 5 ปีและวางเป้าหมายเงินก้อนปีที่ 15: พิจารณา 15/5(1)

เป็นทางเลือกตรงกลางด้านระยะเวลา โดยควรตรวจตารางเงินคืนจริงควบคู่กัน โดยเฉพาะเมื่อวางแผนนำเงินคืนไปใช้ระหว่างทาง

ต้องการจ่ายเบี้ยให้จบใน 4 ปี: พิจารณา 18/4

เหมาะกับเป้าหมายลดจำนวนปีที่มีภาระเบี้ย และมีเงินส่วนที่ยอมจัดสรรไว้ตามสัญญาได้ 18 ปี หากต้องการสภาพคล่องเร็ว ควรทบทวนก่อนเลือก

ต้องการรู้ว่าแผนใดให้ผลตอบแทนต่อปีดีกว่า: ขอเปรียบเทียบกระแสเงินสด

ให้นำเบี้ยแต่ละงวด เงินคืนแต่ละรอบ และเงินครบสัญญามาคำนวณ IRR หรือ XIRR โดยแยกอย่างน้อยสามกรณี

  1. ผลประโยชน์ตามสัญญา ไม่รวมภาษีและเงินปันผล
  2. ผลประโยชน์ตามสัญญารวมภาษีที่ประหยัดได้จริง
  3. กรณีเพิ่มเงินปันผลตามสมมติฐาน ซึ่งไม่ใช่ผลตอบแทนรับรอง

ถ้าจะเปรียบเทียบภายใต้งบรวมเท่ากัน ยังต้องกำหนดด้วยว่าจะจัดการเงินที่เหลือจากแผนจ่ายเบี้ยสั้นกว่าอย่างไร การใช้ทุนประกันเท่ากันเพียงอย่างเดียวไม่ได้ทำให้เงินลงทุนรวมเท่ากัน

ก่อนซื้อ ควรถามอะไรให้ครบ?

  1. เบี้ยของผู้สมัครจริงเท่าไร? ตรวจข้อมูลผู้สมัคร ทุนประกัน และวิธีชำระให้ตรงกับใบเสนอราคา
  2. เงินคืนเข้าเมื่อไร? ขอรายละเอียดเป็นปีกรมธรรม์ ไม่ดูเฉพาะยอดรวม
  3. ต้องใช้เงินก่อนครบสัญญาหรือไม่? เตรียมเงินสำรองแยกไว้ และตรวจมูลค่าเวนคืนซึ่งอาจต่ำกว่าเบี้ยสะสม
  4. ความคุ้มครองชีวิตเพียงพอไหม? ทุนประกัน 100,000 บาทเป็นฐานคำนวณในภาพ ไม่ควรเหมารวมว่าเป็นยอดจ่ายกรณีเสียชีวิตทุกปี ต้องดูตารางความคุ้มครองแยกต่างหาก
  5. ใช้สิทธิภาษีได้จริงเท่าไร? รวมกรมธรรม์เดิมและสิทธิที่เกี่ยวข้องก่อน
  6. หากไม่มีเงินปันผล ยังเลือกแผนนี้หรือไม่? คำตอบนี้ช่วยทดสอบว่าแผนสอดคล้องกับเป้าหมายจริงเพียงใด

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

12/6(1), 15/5(1) และ 18/4 แผนไหนคุ้มที่สุด?

ขึ้นอยู่กับเป้าหมาย จากตัวอย่าง 12/6(1) ครบสัญญาเร็วที่สุดและมีส่วนต่างเงินรับตามสัญญาสูงที่สุดเป็นจำนวนบาท ส่วน 18/4 จ่ายเบี้ยจบเร็วที่สุด ขณะที่การจัดอันดับผลตอบแทนต่อปีต้องคำนวณจากกระแสเงินสดจริง

จ่ายเบี้ยครบ 4 ปีของ 18/4 แล้วถอนเงินทั้งหมดได้เลยไหม?

จ่ายเบี้ยครบกับครบสัญญาเป็นคนละช่วงเวลา 18/4 มีระยะสัญญา 18 ปี หากต้องการยุติก่อนกำหนดต้องดูมูลค่าและเงื่อนไขเวนคืน รวมถึงผลต่อสิทธิภาษีที่เคยใช้

เงินปันผล 3% หรือ 4% ในภาพรับรองว่าจะได้หรือไม่?

ไม่รับรองการจ่าย ตัวเลขในภาพเป็นกรณีตัวอย่าง ต้องตรวจสมมติฐานในเอกสารทางการ และไม่ควรตีความว่าเป็นดอกเบี้ยหรือผลตอบแทนต่อปีของผู้ถือกรมธรรม์

ลดหย่อนภาษี 100,000 บาท หมายถึงได้เงินคืน 100,000 บาทหรือไม่?

ไม่ใช่ เป็นวงเงินลดเงินได้ที่ใช้คำนวณภาษีตามเงื่อนไข เงินภาษีที่ประหยัดจริงขึ้นอยู่กับรายได้ สิทธิที่เหลือ และการคำนวณภาษีก่อนและหลังใช้สิทธิของแต่ละคน

เบี้ยประมาณหนึ่งแสนบาทต่อปีในภาพใช้ได้กับทุกคนหรือไม่?

ไม่ควรใช้เป็นราคายืนยันสำหรับทุกคน ภาพไม่ได้ระบุข้อมูลผู้สมัครครบถ้วน ต้องให้บริษัทหรือตัวแทนจัดทำใบเสนอราคาตามข้อมูลจริงก่อนสมัคร

หากเวนคืนก่อนครบสัญญาจะได้เงินเท่ากับเบี้ยที่จ่ายไหม?

ไม่จำเป็น ต้องดูตารางมูลค่าเวนคืนและรายการที่เกี่ยวข้องของกรมธรรม์ หากยุติแล้วผิดเงื่อนไขสิทธิภาษีที่เคยใช้ อาจต้องยื่นภาษีเพิ่มเติมและชำระเงินเพิ่มตามหลักเกณฑ์กรมสรรพากร

สรุป

ประกันออมทรัพย์ที่คุ้มสำหรับคุณควรมีทั้งระยะจ่ายเบี้ยที่รับไหว วันรับเงินที่ตรงเป้าหมาย และความคุ้มครองที่เข้าใจชัดเจน

จากภาพตัวอย่าง 12/6(1) เด่นเรื่องจบแผนใน 12 ปี, 15/5(1) เป็นทางเลือกระหว่างระยะจ่ายกับระยะถือสัญญา และ 18/4 เด่นเรื่องจ่ายเบี้ยจบใน 4 ปี ส่วนภาษีต้องคำนวณตามสิทธิจริง และเงินปันผลต้องแยกจากผลประโยชน์ตามสัญญาเสมอ

ก่อนเลือกจึงควรขอตารางกระแสเงินสดและใบเสนอราคาจริง เพื่อให้เห็นว่าทุกบาทที่จ่ายและทุกช่วงเวลาที่ได้รับเงินสอดคล้องกับแผนชีวิตของคุณหรือไม่


บทความที่เกี่ยวข้อง

  1. ลดหย่อนภาษีด้วยประกันออมทรัพย์ ควรรู้อะไรก่อนตัดสินใจ
  2. มีประกันอยู่แล้ว เช็กอย่างไรว่ากรมธรรม์ไหนใช้ลดหย่อนภาษีได้
  3. เวนคืนประกันออมทรัพย์ก่อนครบสัญญา ต้องตรวจอะไรบ้าง?

ต้องการเทียบแผนฝาก 6 ปี / 5 ปี / 4 ปี จากงบและเป้าหมายของคุณ? ทัก LINE ทีม Wealth Life Insure หรือ ฝากข้อมูลผ่านเว็บไซต์ WLI เพื่อขอใบเสนอราคาและตรวจสิทธิภาษีก่อนตัดสินใจ

เกี่ยวกับบทความนี้

ผู้เขียน / เรียบเรียง: คุณจักรี น้อยดอนไพร

ตัวแทนประกันชีวิตและผู้บริหารศูนย์ ไทยประกันชีวิต สาขาบางนา

ผู้ให้คำปรึกษาด้านการวางแผนความคุ้มครองชีวิต สุขภาพ การออม และการวางแผนภาษี

วันที่จัดทำต้นฉบับ: 15 ตุลาคม 2569

วันที่เผยแพร่ครั้งแรก: 15 ตุลาคม 2569

ตรวจสอบข้อมูลล่าสุด: 15 ตุลาคม 2569

แหล่งข้อมูลและขอบเขตการตรวจสอบ:

  1. ภาพเปรียบเทียบทุนประกัน 100,000 บาทที่ใช้ประกอบรีวิว: เป็นแหล่งตัวเลขเบี้ย เงินรับรวม และกรณีตัวอย่างเงินปันผล โดยตรวจคำนวณบวก ลบ และคูณซ้ำแล้ว ภาพยังไม่แสดงข้อมูลผู้สมัคร ตารางรับเงินรายปี และฐานสมมติเงินปันผลครบถ้วน
  2. ไทยประกันชีวิต — ผลิตภัณฑ์ประกันเพื่อการออมเงินและลดหย่อนภาษี: ตรวจพบรายการผลิตภัณฑ์ทั้งสามแบบผ่านข้อมูลที่ระบบค้นหาเข้าถึงได้ แต่หน้าเอกสารรายละเอียดมีข้อจำกัดการเข้าถึง จึงยังไม่ได้ยืนยันตัวเลขจากภาพทุกช่องกับเอกสารทางการฉบับเต็ม
  3. กรมสรรพากร — หมวดค่าลดหย่อนประกันชีวิต ประกันชีวิตแบบบำนาญ และประกันสุขภาพ
  4. กรมสรรพากร — ผู้มีเงินได้มีสิทธิหักลดหย่อนอะไรได้บ้าง

หมายเหตุ: ตัวเลขผลิตภัณฑ์ในรีวิวเป็นตัวอย่างจากภาพ ผลประโยชน์จริงและความคุ้มครองให้ยึดกรมธรรม์และเอกสารเสนอขายของบริษัท เงินปันผลไม่รับรองการจ่าย สิทธิภาษีเป็นไปตามหลักเกณฑ์กรมสรรพากร เนื้อหานี้ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของสัญญาประกันภัย