คำตอบโดยสรุป

เวลาประเมินประกันออมทรัพย์ ควรแยกอย่างน้อย 5 ส่วน: เบี้ยรวมที่จ่าย เงินคืนระหว่างสัญญา เงินครบกำหนด ผลประโยชน์กรณีเสียชีวิต และผลประโยชน์ที่ไม่การันตี เช่น เงินปันผลถ้ามี จากนั้นจึงดูจังหวะเวลาของกระแสเงินสด ไม่ควรตัดสินจากเปอร์เซ็นต์ผลประโยชน์รวมเพียงอย่างเดียว


1) เริ่มจากเบี้ยรวมที่จ่ายจริง

ถ้าจ่ายปีละ 100,000 บาท 6 ปี เบี้ยรวมคือ 600,000 บาท การนำผลประโยชน์ปลายทางมาเปรียบเทียบควรเริ่มจากฐานเงินที่จ่ายจริงนี้ ไม่ใช่ดูเพียงเปอร์เซ็นต์บนสื่อโฆษณา


2) แยกเงินคืนระหว่างสัญญา

ต้องดูว่าได้เงินปีไหน จำนวนเท่าไหร่ และเป็นเงินรับประกันหรือไม่ เพราะเงิน 50,000 บาทที่ได้รับปีที่ 3 มีค่าไม่เท่ากับเงิน 50,000 บาทที่ได้รับปีที่ 12


3) ดูเงินครบกำหนดสัญญา

นี่คือผลประโยชน์เมื่อผู้เอาประกันอยู่จนครบสัญญาตามเงื่อนไข ต้องแยกออกจากเงินคืนระหว่างทางเพื่อให้เห็นกระแสเงินสดชัดเจน


4) อย่านำทุนชีวิตมานับเหมือนผลตอบแทนการออม

ผลประโยชน์กรณีเสียชีวิตเป็น “ความคุ้มครอง” ที่มีหน้าที่ต่างจากเงินออม หากนำไปรวมทั้งหมดแล้วเรียกว่า “ผลตอบแทน” อาจทำให้เข้าใจผิด


5) แยกผลประโยชน์รับประกันกับไม่รับประกัน

บางแบบอาจมีเงินปันผลหรือผลประโยชน์ที่ขึ้นกับผลการดำเนินงาน ซึ่งไม่ควรถูกนำมาปะปนกับตัวเลขที่รับประกันโดยไม่ระบุให้ชัด


ปรึกษาทีม WLI ทาง LINE

ทำไมคำว่า 500% หรือ 600% จึงยังตอบไม่ได้

เพราะต้องรู้ว่า 500% ของอะไร หากเป็นเปอร์เซ็นต์ของทุนประกัน ไม่ได้หมายความว่าเงิน 100 บาทที่จ่ายจะกลายเป็น 500 บาทเสมอ และยังต้องดูว่ารับเงินเมื่อไร


วิธีเปรียบเทียบที่ดีกว่า

ทำตารางปีต่อปี โดยมีคอลัมน์:

ปี / เบี้ยที่จ่าย / เงินคืนรับประกัน / เงินครบกำหนด / ผลประโยชน์ไม่รับประกัน / กระแสเงินสดสุทธิ

จากนั้นจึงพิจารณาอัตราผลตอบแทนจากกระแสเงินสด เช่น IRR ประกอบ แต่ต้องจำไว้ว่า IRR ไม่ได้สะท้อนคุณค่าความคุ้มครองชีวิตทั้งหมด


นอกจากผลตอบแทนต้องดูอะไรอีก

- ระยะเวลาชำระเบี้ย

- ระยะเวลาที่เงินถูกล็อก

- ความสามารถในการจ่ายต่อเนื่อง

- มูลค่าเวนคืนหากเลิกก่อนกำหนด

- ความคุ้มครองชีวิต

- ภาษีตามเงื่อนไข

- เป้าหมายของเงินก้อนนั้น


คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ผลประโยชน์รวมมากกว่าเบี้ยรวม แปลว่าคุ้มไหม

ยังตอบไม่ได้ ต้องดูเวลาในการรับเงิน ความคุ้มครอง สภาพคล่อง และเป้าหมายด้วย

เงินปันผลควรนับในการเปรียบเทียบไหม

นับได้ในฐานะสมมติฐานหรือผลประโยชน์ไม่รับประกัน แต่ต้องแยกจากผลประโยชน์รับประกันอย่างชัดเจน

IRR สูงกว่าแปลว่าดีกว่าเสมอไหม

ไม่เสมอ เพราะแบบที่มีความคุ้มครองสูงกว่า ระยะเวลาแตกต่าง หรือเงื่อนไขต่างกันอาจมีหน้าที่คนละแบบ


สรุป

อย่าดูประกันออมทรัพย์จาก “เปอร์เซ็นต์ผลประโยชน์รวม” อย่างเดียว ให้แยกกระแสเงินสดและความคุ้มครองออกจากกันก่อน แล้วค่อยตัดสินว่าเหมาะกับเป้าหมายของเราหรือไม่


บทความที่เกี่ยวข้อง

  1. ประกันออมทรัพย์คืออะไร?
  2. ประกันออมทรัพย์คุ้มไหม?
  3. IRR ประกันคืออะไร?


หากมีแบบประกันที่กำลังเปรียบเทียบ สามารถนำตารางผลประโยชน์มาจัดเป็นกระแสเงินสดปีต่อปี เพื่อดูให้ชัดว่าเงินที่ได้รับเป็นส่วนออม ส่วนคุ้มครอง หรือส่วนที่ไม่รับประกัน


ปรึกษาทีม WLI ทาง LINE

เกี่ยวกับบทความนี้

ผู้เขียน/เรียบเรียง/ตรวจสอบ: คุณจักรี น้อยดอนไพร

ตัวแทนประกันชีวิตและผู้บริหารศูนย์ ไทยประกันชีวิต สาขาบางนา

บทบาท: ที่ปรึกษาแผนชีวิต สุขภาพ ออม และภาษี

วันที่เผยแพร่ครั้งแรก: 28 กันยายน 2569

ตรวจสอบข้อมูลล่าสุด: วันที่ 11 ตุลาคม 2569

แหล่งข้อมูล: สำนักงาน คปภ. และตารางผลประโยชน์ตามกรมธรรม์

หมายเหตุ: เนื้อหาให้ข้อมูลทั่วไป ควรตรวจรายละเอียดกรมธรรม์ กฎหมาย หรือหลักเกณฑ์ล่าสุดก่อนตัดสินใจ