คำตอบโดยสรุป
ประกันชีวิตบางแบบใช้สิทธิลดหย่อนภาษีไม่ได้ เพราะระยะเวลาคุ้มครอง ประเภทเบี้ย หรือเงินคืนระหว่างสัญญาไม่เข้าเกณฑ์ ก่อนใช้สิทธิต้องตรวจให้ครบดังนี้
• กรมธรรม์คุ้มครองตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป ไม่ใช่ดูเฉพาะจำนวนปีจ่ายเบี้ย
• แยกเบี้ยประกันชีวิตออกจากเบี้ยสุขภาพและสัญญาเพิ่มเติม
• ตรวจเงินคืนตามรอบจ่ายจริง: ทุกปีเทียบเบี้ยรายปี ทุก 2–3 ปีเทียบเบี้ยสะสมของแต่ละช่วง
• ตรวจวงเงินสิทธิที่เหลือ หนังสือรับรองเบี้ย และข้อมูลที่บริษัทนำส่งกรมสรรพากรสำหรับปีภาษีที่ใช้
ทำไมประกันชีวิตบางแบบจึงใช้สิทธิลดหย่อนภาษีไม่ได้?
ความคุ้มครองตามกรมธรรม์และสิทธิภาษีเป็นคนละเรื่องกัน กรมธรรม์ยังให้ผลประโยชน์ตามสัญญาได้แม้ไม่เข้าเกณฑ์ภาษี ปัญหาที่พบบ่อยคือคุ้มครองสั้นกว่า 10 ปี เงินคืนระหว่างสัญญาไม่ผ่านเกณฑ์ของสิทธิยกเว้น หรือการนำเบี้ยสัญญาเพิ่มเติมที่ไม่มีสิทธิมารวมเป็นเบี้ยชีวิต
เงื่อนไขหลักของประกันชีวิตที่ใช้สิทธิภาษีได้
• ระยะเวลาคุ้มครอง: กรมธรรม์ประกันชีวิตทั่วไปต้องมีกำหนดเวลาตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป ประกันจ่ายเบี้ย 5 ปี คุ้มครอง 10 ปีอาจผ่านเงื่อนไขข้อนี้ แต่ยังต้องตรวจข้ออื่น
• บริษัทผู้รับประกัน: ต้องประกอบกิจการประกันชีวิตในประเทศไทยตามกฎหมาย
• ผู้ใช้สิทธิ: ตรวจว่ากรมธรรม์เป็นของผู้มีเงินได้และมีสิทธิใช้เบี้ยดังกล่าว กรณีคู่สมรสไม่มีเงินได้มีเงื่อนไขและวงเงินเฉพาะ
• ประเภทเบี้ย: แยกเบี้ยชีวิตจากสุขภาพและสัญญาเพิ่มเติม เบี้ยสุขภาพที่เข้าเกณฑ์อาจใช้สิทธิได้ตามกฎหมายของตนเอง ไม่ใช่นับเป็นเบี้ยชีวิตทั้งหมด
• วงเงิน: เบี้ยชีวิตทั่วไปที่เข้าเกณฑ์ใช้สิทธิตามจ่ายจริงรวมสูงสุด 100,000 บาท โดยต้องพิจารณาวงเงินร่วม เช่น เบี้ยสุขภาพตนเองที่ใช้สิทธิร่วมในเพดานนี้
• เงินคืน: อ่านตารางผลประโยชน์และรอบจ่ายจริงก่อนเทียบเกณฑ์ 20%
• หลักฐาน: ตรวจหนังสือรับรองเบี้ยและข้อมูลการใช้สิทธิของปีภาษีนั้น รวมถึงการแจ้งความประสงค์ให้บริษัทนำส่งข้อมูล
สำหรับกรมธรรม์ที่เริ่มทำตั้งแต่ 1 มกราคม 2563 เป็นต้นไป ผู้มีเงินได้ต้องแจ้งความประสงค์ใช้สิทธิยกเว้นต่อบริษัทผู้รับประกัน ส่วนกรมธรรม์ก่อนวันดังกล่าว หากเลือกไม่แจ้งความประสงค์ ต้องมีหลักฐานตามประกาศฉบับที่ 172 ที่แก้ไขเพิ่มเติม จึงควรตรวจทั้งหนังสือรับรองและข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ก่อนยื่นแบบ
เงื่อนไขเงินคืนระหว่างสัญญา 20%
ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ ฉบับที่ 172 ข้อ 2(2) ใช้เกณฑ์เงินคืนสำหรับกรมธรรม์ที่เริ่มทำตั้งแต่ 1 มกราคม 2552 เป็นต้นไป โดยแยกรูปแบบดังนี้
• คืนทุกปี: เงินคืนที่เข้าข่ายต้องไม่เกิน 20% ของเบี้ยประกันชีวิตรายปี
• คืนเป็นช่วง เช่น ทุก 2, 3 หรือ 5 ปี: ต้องไม่เกิน 20% ของเบี้ยชีวิตสะสมของแต่ละช่วงที่กำหนดให้คืนเงิน
• รูปแบบอื่น: เปรียบเทียบผลประโยชน์สะสมตั้งแต่ปีแรกถึงปีที่จ่ายคืนกับ 20% ของเบี้ยชีวิตสะสมทั้งหมดในช่วงนั้น
สูตรกรณีคืนทุกปี: (เงินคืนที่เข้าข่ายในปี ÷ เบี้ยประกันชีวิตรายปี) × 100
ฐานคำนวณคือเบี้ยประกันชีวิต ไม่ใช่ทุนประกัน และต้องแยกผลประโยชน์ที่ไม่รวมคำนวณตามประกาศก่อนเสมอ
ตัวอย่างเงินคืน 10%, 20% และ 25%
ตัวอย่างสมมติทั้งสามแบบจ่ายเบี้ยประกันชีวิต 100,000 บาทต่อปี และรับเงินคืนทุกปีระหว่างช่วงที่ยังจ่ายเบี้ย เงินคืนในตารางเป็นผลประโยชน์ที่เข้าข่ายคำนวณ ไม่ใช่เงินปันผลหรือเงินที่เข้าข้อยกเว้น ตัวเลขนี้ไม่ใช่แบบประกันจริง
| แบบ / เงินคืนต่อปี | คำนวณจากเบี้ย 100,000 บาท | ผลเทียบเกณฑ์เงินคืน |
| A: 10,000 บาท | 10,000 ÷ 100,000 × 100 = 10% | ไม่เกิน 20% |
| B: 20,000 บาท | 20,000 ÷ 100,000 × 100 = 20% | ไม่เกิน 20% |
| C: 25,000 บาท | 25,000 ÷ 100,000 × 100 = 25% | เกิน 20% |
แบบ A และ B ผ่านเฉพาะการเปรียบเทียบเงินคืนในตัวอย่าง ยังต้องตรวจเงื่อนไขอื่น แบบ C ไม่ผ่านเกณฑ์ของสิทธิยกเว้นส่วนเพิ่มเติม แต่ต้องพิจารณาสิทธิหักลดหย่อนส่วน 10,000 บาทแยกตามกฎหมาย ไม่เหมารวมว่าเบี้ยทั้งฉบับหมดสิทธิ
เงินคืนทุกปีและทุก 2–3 ปี ต่างกันอย่างไร?
สมมติจ่ายเบี้ยชีวิตต่อเนื่องปีละ 100,000 บาทในช่วงตัวอย่าง และเงินคืนทั้งหมดเข้าข่ายคำนวณตามประกาศ
| รอบเงินคืน | ฐานเบี้ย / เพดาน 20% | ตัวอย่างและผล |
| ทุกปี | 100,000 บาท / 20,000 บาท | คืน 18,000 บาท = 18% ไม่เกินเกณฑ์ |
| ทุก 2 ปี | 200,000 บาท / 40,000 บาท | คืน 35,000 บาท = 17.5% ไม่เกินเกณฑ์ |
| ทุก 3 ปี | 300,000 บาท / 60,000 บาท | คืน 75,000 บาท = 25% เกินเกณฑ์ |
กรณีทุก 2 ปีคำนวณ 35,000 ÷ 200,000 × 100 = 17.5% ส่วนทุก 3 ปีคำนวณ 75,000 ÷ 300,000 × 100 = 25% ต้องใช้เบี้ยสะสมของแต่ละช่วงตามรอบจ่ายจริง ไม่ใช้เบี้ยปีเดียวตัดสินทุกกรณี
เงินปันผลต่างจากเงินคืนตามสัญญาอย่างไร?
เงินคืนตามสัญญามีจำนวนและกำหนดจ่ายตามตารางผลประโยชน์ ส่วนเงินปันผลขึ้นกับเงื่อนไขการจ่ายและอาจไม่รับรองจำนวนล่วงหน้า ประกาศฉบับที่ 172 ระบุผลประโยชน์ที่ไม่นำมารวมในเกณฑ์เงินคืน ได้แก่
• เงินปันผลตามเงื่อนไขกรมธรรม์
• เงินหรือผลประโยชน์ที่จ่ายเมื่อสิ้นสุดการจ่ายเบี้ยแล้ว แต่ยังได้รับความคุ้มครองตามสัญญา
• เงินหรือผลประโยชน์เมื่อสิ้นสุดอายุกรมธรรม์
จึงต้องตรวจทั้งชนิดผลประโยชน์และเวลาจ่าย ไม่รวมเงินทุกชนิดเข้าด้วยกันจากข้อความโฆษณาเพียงอย่างเดียว
หากมีตารางผลประโยชน์ของประกันออมทรัพย์ สามารถส่งรายละเอียดให้ทีม WLI ช่วยอธิบายวิธีอ่านเงินคืนและข้อควรตรวจสอบเบื้องต้นก่อนซื้อได้
วิธีอ่านตารางผลประโยชน์ก่อนตัดสินใจ
- ตรวจชนิดของสัญญาและอายุกรมธรรม์
- แยกปีจ่ายเบี้ยออกจากปีที่คุ้มครอง
- แยกเบี้ยชีวิตออกจากเบี้ยสุขภาพและสัญญาเพิ่มเติม
- อ่านจำนวนเงินคืนในแต่ละปีและรอบจ่าย
- แยกเงินคืนที่เข้าข่าย เงินปันผล และผลประโยชน์ที่กฎหมายไม่ให้นำมารวม
- คำนวณเกณฑ์ตามรอบจ่ายที่ถูกต้อง
- ตรวจวงเงินสิทธิ หนังสือรับรองเบี้ย ข้อมูลที่บริษัทนำส่ง และผลกระทบจากเวนคืนก่อนกำหนด
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ประกันชีวิตจ่ายเบี้ย 5 ปี คุ้มครอง 10 ปี ลดหย่อนได้ไหม?
ผ่านเงื่อนไขด้านระยะเวลาคุ้มครองได้ เพราะเกณฑ์ดูอายุกรมธรรม์ ไม่ได้บังคับว่าต้องจ่ายเบี้ย 10 ปี แต่ต้องตรวจบริษัท ผู้ใช้สิทธิ ประเภทเบี้ย เงินคืน และวงเงินด้วย
ประกันออมทรัพย์ได้เงินคืนเกิน 20% ลดหย่อนภาษีได้ไหม?
หากเงินคืนรายปีที่เข้าข่ายคำนวณเกิน 20% ของเบี้ยประกันชีวิตรายปี จะไม่ผ่านเกณฑ์สิทธิยกเว้นภาษีส่วนเพิ่มเติม จึงไม่ควรสรุปว่าใช้ลดหย่อนได้เต็มวงเงิน ต้องตรวจประเภทเงินคืน รอบจ่าย และหนังสือรับรองเบี้ยประกันก่อนใช้สิทธิ
ได้เงินคืน 20% พอดีถือว่าผ่านหรือไม่?
เมื่อใช้ฐานและประเภทเงินคืนถูกต้องแล้ว 20% พอดีถือว่าไม่เกินเกณฑ์นั้น แต่ไม่ได้รับรองสิทธิภาษีทั้งหมด ยังต้องผ่านเงื่อนไขอื่นด้วย
เงินปันผลนำมาคิดเงินคืน 20% ด้วยหรือไม่?
เงินปันผลตามเงื่อนไขกรมธรรม์ที่เข้าข้อยกเว้นในประกาศไม่นำมารวม ต้องแยกจากเงินคืนรับรองตามตาราง และไม่ถือว่าเงินทุกชนิดที่บริษัทเรียกว่าเงินคืนเป็นเงินปันผล
เบี้ยประกันชีวิตปีละ 150,000 บาท ลดหย่อนทั้งหมดได้ไหม?
สำหรับประกันชีวิตทั่วไป ใช้สิทธิตามจ่ายจริงรวมไม่เกิน 100,000 บาทเมื่อเข้าเกณฑ์ และต้องตรวจวงเงินร่วมที่ใช้ไปแล้ว จึงใช้ทั้ง 150,000 บาทไม่ได้ ประกันบำนาญมีหลักเกณฑ์เฉพาะที่ต้องแยกพิจารณา
เวนคืนก่อนครบ 10 ปีต้องทำอย่างไร?
หากทำให้ผิดเงื่อนไขสิทธิที่เคยใช้ อาจต้องยื่นแบบเพิ่มเติมสำหรับปีที่ใช้สิทธิและชำระภาษีพร้อมเงินเพิ่มตามกฎหมาย ควรตรวจประวัติการใช้สิทธิและสอบถามกรมสรรพากรก่อนดำเนินการ ไม่ใช่ดูเพียงเงินเวนคืนที่ได้รับ
สรุป
ก่อนเลือกประกันชีวิตเพื่อลดหย่อนภาษี ให้ตรวจระยะเวลาคุ้มครอง บริษัท ผู้ใช้สิทธิ ประเภทเบี้ย วงเงิน หลักฐาน และเงินคืนตามรอบจ่ายจริง เกณฑ์ 20% ต้องใช้ฐานเบี้ยที่ถูกต้องและแยกผลประโยชน์ที่กฎหมายยกเว้น เงินคืนสูงอาจทำให้ใช้สิทธิยกเว้นส่วนเพิ่มเติมไม่ได้ แต่ไม่ควรตัดสินสิทธิทุกส่วนจากเปอร์เซ็นต์เดียว
บทความที่เกี่ยวข้อง
- มีประกันอยู่แล้ว เช็กอย่างไรว่ากรมธรรม์ไหนใช้ลดหย่อนภาษีได้
- หนังสือรับรองเบี้ยประกันลดหย่อนภาษี ต้องตรวจช่องไหนบ้าง?
- คำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาอย่างไร? เข้าใจเงินได้สุทธิและภาษีขั้นบันได
- ผลตอบแทนประกันออมทรัพย์ดูอย่างไร? อย่าดูแค่เงินคืนรวม
ก่อนตัดสินใจเลือกประกัน สามารถปรึกษาทีม WLI เพื่อช่วยอ่านตารางผลประโยชน์และเตรียมคำถามเรื่องสิทธิภาษีให้ครบถ้วนได้
เกี่ยวกับบทความนี้
ผู้เขียน: จักรี น้อยดอนไพร
ตัวแทนประกันชีวิตและผู้บริหารศูนย์ ไทยประกันชีวิต สาขาบางนา
วันที่เผยแพร่ครั้งแรก: 21 กันยายน 2569
ตรวจสอบข้อมูลล่าสุด: 21 ตุลาคม 2569
แหล่งข้อมูล: กรมสรรพากร — ประมวลรัษฎากร มาตรา 47(1)(ง), กฎกระทรวงฉบับที่ 126 ข้อ 2(61) และ (97), ประกาศอธิบดีฯ ฉบับที่ 172 รวมฉบับแก้ไขเพิ่มเติม, ข้อหารือ 0702/8504 และ คำถามเรื่องค่าลดหย่อนประกันและการเวนคืน
ตรวจหลักเกณฑ์จากกฎหมายที่กรมสรรพากรเผยแพร่ ณ วันที่ตรวจสอบ สำหรับการใช้สิทธิปีภาษี 2569 ควรตรวจหลักฐานปีนั้นและประกาศที่มีผลก่อนยื่นแบบอีกครั้ง ตัวอย่างเป็นกรณีสมมติ ไม่ใช่การรับรองสิทธิภาษีรายบุคคล
